ลิเวอร์พูลเก็บสามแต้มเต็ม พร้อมคลีนชีต ในเกมที่ 3 ของรอบแบ่งกลุ่ม C ในแชมเปียนส์ลีก เมื่อเอาชนะเร้ดสตาร์ เบลเกรด ไปด้วยสกอร์ 4-0 ที่แอนฟิลด์

รายชื่อนักเตะ

11 ตัวจริง: อลิสสัน, อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โกเมซ, ฟาน ไดจ์ค, โรเบิร์ตสัน, ฟาบินโญ่, ไวจ์นัลดุม, ชากิรี, มาเน่, ซาลาห์ และเฟอร์มิโน่

สำรอง: มินโญเลต์, ลอฟเรน, โมเรโน่, มิลเนอร์, ลัลลานา, สเตอร์ริดจ์ และโอริกี

Team News อัพเดตก่อนเกม: คล็อปป์เปลี่ยนแปลงทีม 5 ตำแหน่งจากเกมล่าสุด โดยมาเน่, ฟาบินโญ่, อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เฟอร์มิโน่ และไวจ์นัลดุม มีชื่อเป็นตัวจริง  

จังหวะสำคัญในเกม

  • นาที 20 เฟอร์มิโน่ยิงให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 1-0
  • นาที 45 ซาลาห์ ยิงให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 2-0
  • นาที 50 ซาลาห์ ยิงจุดโทษให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 3-0
  • นาที 80 มาเน่ ยิงให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 4-0

เกมในครึ่งแรก

เกมรอบแบ่งกลุ่ม C นัดที่ 3 ของรายการยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เป็นการมาเยือนแอนฟิลด์ของเร้ดสตาร์ เบลเกรด และแอนฟิลด์ขานรับเกมในค่ำคืนยุโรปที่เวียนกลับมาอีกครั้ง ด้วยเสียงเชียร์กึกก้องสนาม และฟาน ไดจ์ค ที่รับหน้าที่เป็นกัปตันในเกมนี้ พาลูกทีมลงสนามท่ามกลางแสงไฟที่อาบแอนฟิลด์  

ในช่วงแรก ลิเวอร์พูล ดูเหมือนจะลงเล่นด้วยระบบ 4-2-3-1 โดยเฟอร์มิโน่ยืนหลังซาลาห์ โดยชากิรียืนประจำการทางขวา และมาเน่ยืนซ้าย

แต่เป็นทีมเยือนที่ได้โอกาสรุกขึ้นมามากกว่า ในนาที 5 เร้ดสตาร์ได้ฟรีคิก แต่อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เตะออกมาได้

ลิเวอร์พูลได้ทำเกมขึ้นมาบ้างในนาที 10 โดยเฟอร์มิโน่ได้โอกาสส่อง หลังถ่ายบอลจนได้จังหวะ แต่บอลไปติดอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และอีกนาทีหลังจากนั้นซาลาห์ได้บอลหลังจากลิเวอร์พูลเล่นโต้กลับ แต่บอร์ยาน ผู้รักษาประตูทีมเยือนวิ่งเข้ามาตะครุบบอลไว้ได้ก่อน

ลิเวอร์พูลมาได้ประตูขึ้นนำในนาที 20 หลังจากการต่อบอลที่สวยงามจากชากิรีที่แทงบอลให้โรเบิร์ตสันที่วิ่งขึ้นมาเติมทางซ้าย ก่อนตวัดให้เฟอร์มิโน่ที่ตั้งป้อมยิงเข้าไปให้ทีมนำ 1-0

โรเบิร์ตสันที่เล่นได้โดดเด่นในกมนี้ ได้โอกาสหยอดบอลไปหน้าประตูในนาที 27 แต่เสียดายที่ซาลาห์เข้าโฉบไม่ถึง

เจ้าบ้านยังทำเกมบุกขึ้นมาได้เป็นระลอก และในนาที 32 ไวจ์นัลดุมจ่ายบอลให้มาเน่ ก่อนพลิกเร็วให้ซาลาห์หลุดเข้าไปในกรอบ แต่บอร์ยานเซฟไว้ได้ ก่อนที่กรรมการจะยกธงให้เป็นลูกล้ำหน้า

ชากิรีได้ลองส่องไกลในนาที 38 แต่บอลตรงตัวผู้รักษาประตู และในนาที 43 โรเบิร์ตสันวิ่งควบขึ้นมาทางซ้ายก่อนวอลเลย์เต็มแรง แต่ไม่เข้ากรอบ

ก่อนจบครึ่งแรก ลิเวอร์พูลมาได้ประตูขึ้นนำ 2-0 จากซาลาห์ ที่เริ่มต้นจากการประสานงานอันยอดเยี่ยมจากไวจ์นัลดุม ก่อนที่บอลจะมายังชากิรีที่แตะให้ซาลาห์เข้าไปยิงอย่างคม

เกมในครึ่งหลัง

 ลิเวอร์พูลกลับลงมาเล่นในครึ่งหลังด้วยจังหวะที่ลื่นไหลเช่นเดิม และได้โอกาสในนาที 49 หลังฟาบินโญ่ได้บอลมาจากมาเน่ ก่อนจะยิงไม่เข้ากรอบ

แต่ลิเวอร์พูลมาได้จุดโทษในนาทีต่อมา เมื่อมาเน่ถูกขวางและล้มลงในเขตโทษ ซาลาห์รับหน้าที่ยิงไม่พลาด ให้ลิเวอร์พูลนำ 3-0 และนับเป็นประตูที่ 50 ของซาลาห์ กับลิเวอร์พูล

คล็อปป์ส่งลัลลานาลงมาแทนชากิรี ในนาที 68 ทั่วทั้งสนามตบมือให้กับชากิรีกับผลงานที่ยอดเยี่ยมในการเล่นเกมนี้ จากนั้นคล็อปป์เปลี่ยนเอาสเตอร์ริดจ์ลงมาแทนซาลาห์ในนาที 73

ลิเวอร์พูลมาได้จุดโทษอีกครั้งจากจังหวะแฮนด์บอล แต่ลูกยิงของมาเน่ถูกเซฟไว้ได้ในนาที 76

หลังจากพลาดจุดโทษก่อนหน้านี้ ในที่สุดมาเน่ก็ยิงให้ลิเวอร์พูลนำ 4-0 ในนาที 80 จากนั้นคล็อปป์ส่งโมเรโน่ลงมาแทนโรเบิร์ตสัน

สเตอร์ริดจ์ได้โอกาสลองส่องไกลในนาที 90 แต่โบยานยังพุ่งเซฟไว้ได้ ลิเวอร์พูลได้เตะมุมติดต่อกันสองครั้งท้ายเกม แต่จบด้วยลูกวอลเลย์ของโมเรโน่ที่โด่งข้ามคาน

กรรมการทดเวลาบาดเจ็บครึ่งหลัง 3 นาที

แนวรุกของลิเวอร์พูลประสานงานกันได้ยอดเยี่ยม และน่าได้ประตูเพิ่ม แต่น่าเสียดายที่ลูกยิงของมาเนในช่วง 1 นาทีก่อนหมดเวลาไม่เป็นประตู และนั่นก็เป็นจังหวะที่ใกล้เคียงสุดท้าย ก่อนที่กรรมการจะเป่าจบเกม ลิเวอร์พูลคว้าชัยชนะในค่ำคืนยุโรปไปได้อย่างสวยงาม